ต้นทุนอาหาร

การคิด ต้นทุนอาหาร เป็นขั้นตอนสำคัญในการคำนวณกำไรให้เหมาะสมและมั่นใจว่า ธุรกิจร้านอาหาร จะไม่ขาดทุนจากการขาย

สูตรการคิดต้นทุนอาหารแบบง่าย ๆ ที่ใช้กันบ่อยคือ ต้นทุนอาหาร = ต้นทุนวัตถุดิบ / ราคาขาย แต่ในความเป็นจริงยังมีค่าใช้จ่าย หรือต้นทุนแฝงร่วมเข้ามาด้วย จะมีอะไรบ้างไปดูกัน

ต้นทุนอาหาร

สูตรการคิดต้นทุนอาหารแบบง่าย ๆ

คำนวณต้นทุนวัตถุดิบ (Ingredient Cost):

ให้คุณเริ่มต้นด้วยการคำนวณต้นทุนของ วัตถุดิบ ที่ใช้ในการทำอาหารจานนั้น เช่น ถ้าคุณทำอาหาร 1 จานจะใช้ข้าว, เนื้อสัตว์, ผัก, เครื่องปรุง ฯลฯ ซึ่งสามารถคิดต้นทุนได้จากการคำนวณปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหารแต่ละจาน

ตัวอย่าง: หากใช้ข้าว 100 กรัม, เนื้อไก่ 200 กรัม, และผัก 50 กรัม และราคาต้นทุนของวัตถุดิบแต่ละตัวเป็นดังนี้:

  • ข้าว: 10 บาท/กก. (ต้นทุน 100 กรัม = 1 บาท)
  • เนื้อไก่: 60 บาท/กก. (ต้นทุน 200 กรัม = 12 บาท)
  • ผัก: 5 บาท/กก. (ต้นทุน 50 กรัม = 0.25 บาท)
  • ต้นทุนวัตถุดิบรวม = 1 บาท + 12 บาท + 0.25 บาท = 13.25 บาท (ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน)

คำนวณต้นทุนการผลิตทั้งหมด (Total Food Cost):

นอกจากต้นทุนวัตถุดิบแล้ว ยังมีต้นทุนอื่น ๆ เช่น ค่าแรงงาน, ค่าไฟฟ้า, ค่าก๊าซ, ค่าจ้างเชฟหรือพนักงานที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่าง: ถ้าค่าแรงงานเฉลี่ยในการทำอาหาร 1 จานเป็น 5 บาท, ค่าไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ 3 บาท

  • ต้นทุนรวมการผลิต = 13.25 บาท + 5 บาท + 3 บาท = 21.25 บาท

คำนวณราคาขาย (Selling Price)
ราคาขายจะต้องสูงกว่าต้นทุนรวมการผลิต เพื่อให้ได้กำไร ซึ่งจะคำนวณตาม อัตรากำไรที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น อัตรากำไรที่ต้องการคือ 30%

ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนอาหารแบบง่าย ๆ

รายการ

ต้นทุน/หน่วย

จำนวนที่ใช้

ต้นทุนรวม

ข้าว

10 บาท/กก.

100 กรัม

1 บาท

เนื้อไก่

60 บาท/กก.

200 กรัม

12 บาท

ผัก

5 บาท/กก.

50 กรัม

0.25 บาท

รวมต้นทุนวัตถุดิบ

  

13.25 บาท

ค่าแรงงาน (ต่อจาน)

  

5 บาท

ค่าพลังงาน (ไฟฟ้า, ก๊าซ)

  

3 บาท

ต้นทุนรวมการผลิต

  

21.25 บาท

อัตรากำไรที่ต้องการ

  

30%

ราคาขายที่แนะนำ

  

30.36 บาท

สรุป

เมื่อคำนวณต้นทุนรวมการผลิตแล้ว สามารถตั้งราคาขายโดยการเพิ่มอัตรากำไรที่ต้องการ ซึ่งในตัวอย่างนี้คือ 30% ดังนั้นราคาขายของอาหารจานนี้จะเป็น 30.36 บาท เพื่อให้ได้กำไรตามที่ตั้งไว้

ทุกอย่างจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าต้นทุนขยับ % ของกำไรก็ต้องขยับตามขึ้นด้วย แต่ถ้าหากราคาขายตามท้องตลาดไม่ได้ถึงตามที่เราตั้งไว้ ก็จะกลายเป็นว่า “ที่นี่ขายแพง” คนก็อาจจะไม่ซื้อ และไปเลือกซื้อกับเจ้าอื่น

แต่ถ้าหากสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน การตั้งราคาก็สามารถกำหนดเองได้ตามมาตรฐานที่วางไว้ โดยไม่ต้องไปนั่งลุ้นเหมือนหวยว่าราคาแพงจะมีคนซื้อไหม เป็นต้น

Category
Tags

Comments are closed